นปัจจุบันนี้ เรื่องราวของการที่คนคนหนึ่ง ที่จะกลายเป็นมหาเศรษฐีหมื่นล้าน เปลี่ยนไปมาก

หลายคนประสบความสำเร็จตั้งแต่อายุไม่มากเท่าไหร่ ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าสนใจมาก

วันนี้ ผมเลยขอเอา 10 ข้อที่ “นักธุรกิจหมื่นล้าน” ที่อายุยังน้อยมีเหมือนกัน..มาฝาก เผื่อใครหลายๆ คนอาจจะได้ไอเดียไปปรับใช้ในชีวิตการทำงานได้นั่นเอง..

หตุการนี้ เกิดขึ้นจริงแล้วในญี่ปุ่น แล้วกำลังจะเริ่มในบ้านเรา จากการโยนหินถามทางของธนาคารชื่อดังแห่งหนึ่ง ถึงผู้บริหารจะออกมายกเลิกมาตรการดอกเบี้ยเงินฝาก 0% ไปแล้วก็ตาม..แต่มันก็เป็นสัญญาณเตือนว่า มันมาแน่… Coming Soon!! และที่สำคัญ!! เรื่องนี้มันตรงกับหนังสือเศรษฐกิจหลายๆ เล่ม ทำนายไว้เมื่อ 5-6 ปีืั้ที่แล้ว…

งั้นมาลองดูกันว่า..อะไรจะเกิดขึ้น? จะรับมือกับมันยังไง?
ยาวหน่อย..แต่ถือซะว่าอ่านแผนที่ชีวิตในอนาคตของครอบครัวเราละกันนะครับ ^^

ผมจะพาคุณไปดูกันว่า 10 สิ่งที่ต้องเจอ (แปลว่า ยังไงก็ต้องเกิดขึ้นนะครับ) ในประเทศที่ดอกเบี้ยเงินฝาก 0% แบบญี่ปุ่นเขามีชีวิตกันอย่างไร...

1. คนสูงอายุอาจต้องกลับมาทำงาน
ในญี่ปุ่นเราจะเห็นคนสูงอายุที่เดิมทีมีเงินเก็บ แต่พอเงินฝากไม่มีดอกเบี้ยก็เลยใช้จ่ายกินเงินก้อนหมดไปเรื่อยๆ ..คิดในแง่ดีก็คือได้ออกกำลังกายร่างกายแข็งแรง

2. เงินเฟ้อแฝงจะสูงขึ้นอีก
หลายคนไม่ทราบว่าเงินเฟ้อแฝงก็คือ "ค่าครองชีพ" การที่ดอกเบี้ยเงินฝากไม่มี ไม่ได้แปลว่า ค่าครองชีพจะไม่เพิ่ม ..มันแปลว่า ค่าครองชีพเพิ่มขึ้นเสมอ เงินที่เรามีจะซื้อของได้น้อยลงเรื่อยๆเสมอ และ ไม่สามารถฝากเงินกินดอกแบบคนในยุคก่อน

3. อิสรภาพทางการเงินจะเริ่มไกลเกินเอื้อมสำหรับคนทั่วไป
เราคุยเรื่องอิสรภาพทางการเงินคือมี Passive Income มากกว่าค่าใช้จ่าย โดยที่เราไม่ต้องทำงาน ..ซึ่งเดิมทีการฝากเงินธนาคารก็ยังพอมีดอกเบี้ยบ้าง แต่ยุคต่อไปถ้าเราลงทุนไม่เป็น หรือ ออมในหุ้นปันผลไม่เป็น เราอาจต้องทำงานจนตาย ไม่มีคำว่าอิสรภาพทางการเงิน

4. คนจะใช้จ่ายน้อยลง เงินจะหายากขึ้น
ถ้าดอกเบี้ย ว่า คนมีเงินฝากทั้งหมดไม่ได้ดอกเบี้ย ซึ่งปกติเงินตรงนี้เป็นแสนๆล้านบาทต่อปี ..ลองคิดดูว่า เงินที่หายไป จะทำให้กำลังซื้อและใช้จ่ายของคนจะลดลงไปด้วย ก็ไม่ต่างจากญี่ปุ่นที่ติดกับดักตรงนี้มา 20 ปีแล้ว

5. สินทรัพย์ต่างๆ จะราคาไม่ลง เพราะคนมีเงินก็ไม่มีเหตุผลที่จะถือเงินสด
พูดง่ายๆ คือ เงินจะไหลออกจากธนาคารที่ดอกเบี้ยไม่มี ไปอยู่ในสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า เช่น ลงทุนออมหุ้นปันผลแล้วได้ปันผลแทนดอกเบี้ย , ลงทุนในกองทุน , ลงทุนในอสังหาให้ได้ค่าเช่า ...ทำให้ราคาสินทรัพย์เกินเอื้อมมากขึ้นเรื่อยๆ ..ก็ดูง่ายๆ สมัยก่อนทำงานไม่กี่ปีก็ซื้อบ้านได้แล้ว เดี๋ยวนี้ผ่อน 30 ปี ได้คอนโดห้องเดียว ที่ดินก็ไม่มี

6. สังคมจะแตกต่างมากขึ้น
ยุคนี้คนลงทุนเป็นจะรวยขึ้น ในขณะที่คนที่ลงทุนไม่เป็นจะจนลงโดยที่เขาไม่รู้ตัวเลย ..ความแตกต่างสังคมจะมากขึ้นไปอีก

7. เงินจะเหนือเรามากขึ้น
ยุคที่เงินหายาก คนส่วนใหญ่จะทำทุกอย่างเพื่อเงิน ทำทุกอย่างเพื่อให้ได้เงินโดยไม่สนวิธีการ และไม่แคร์ผลที่ตามมา ขอเพียงแค่ได้เงิน ..เงินซื้อใครก็ได้ ซื้ออะไรก็ได้ !!

8. ครอบครัวจะแตกแยกมากขึ้น
ยุคที่แล้วทั้งพ่อและแม่ทำงาน Dual Income ไม่มีเวลาดูแลลูก ปัญหาสังคมยังสูงขนาดนี้ ทั้งปัญหาเด็ก และ ปัญหาการหย่าล้าง ..ถ้าทั้งพ่อและแม่ทำงานยังหาเงินไม่พอ ปัญหานี้จะเลวร้ายขึ้นอีก

9. คอรับชั่น และการโกงจะมากขึ้น
จากข้อ7 ที่คนจะยอมทำทุกอย่างเพื่อเงิน จะเกิดปัญหาตรงนี้ตามมา

10. หลังจากยุคดอกเบี้ย 0% ทุกอย่างจะแย่ลงไปอีก
หลายคนอาจจะคิดว่า พอดอกเบี้ย 0% แล้วเดี๋ยวชีวิตอาจจะดีขึ้น ..ใช่!! แต่ก่อนที่มันจะดี มันจะแย่ลงกว่านี้ก่อน

...ที่ดอกเบี้ยลง 0% ก็เพราะสภาพคล่องมันล้นระบบ
แต่เงินที่ล้นระบบมันอยู่ในมือคนรวยซึ่งเป็นคนจำนวนน้อยที่ไม่ค่อยใช้จ่าย
พอการใช้จ่ายน้อย ของก็ขายไม่ได้ เศรษฐกิจก็แย่ คนก็ตกงาน ..
พอเศรษฐกิจแย่ คนที่กู้เงินมาก็จ่ายหนี้ไม่ไหว บริษัทต่างๆ ก็เป็นหนี้รุงรัง ...

ทางแก้ก็คือ คนที่เป็นหนี้และบริษัทที่เป็นหนี้ต้องเจ๊งก่อน
ระบบถึงจะกลับมาเริ่มใหม่ (ถ้าดูญี่ปุ่น ก็แย่แบบนี้มาตั้งแต่ปี 1980 วันนี้ก็ยังคงดอกเบี้ย 0% แย่แบบเดิม)

ลองคิดซิครับว่า "แล้วเราและครอบครัว..จะปรับตัวยังไงในยุคแบบนี้"

ทางแก้ที่ผมพอจะคิดได้ คือ...
เริ่มศึกษาเรื่องการลงทุน แม้ดอกเบี้ยเงินฝากจะไม่มี
แต่เราสามารถลงทุนได้เงินปันผล ได้ Passive Income แทนดอกเบี้ย
เช่น ออมหุ้นปันผล
และ เริ่มคิดธุรกิจของตัวเองไว้ได้เลย
เพราะสมัยนี้ จากเทคโนโลยีเจ๋งๆ ทำให้การเริ่มธุรกิจมันง่ายมากๆ ใช้ทุนนิดเดียว
เป็นธุรกิจสไตร์ LEGO MODEL ที่เชื่อมโยงสังคม Outsource มา Support ซึ่งกันและกัน
ถ้าไอเดียดี ขายได้ เป็นมืออาชีพและตอบโจทย์สังคม ..คุณก็สามารถเป็นจ้าวยุทธจักรระดับประเทศ ได้ครับ
สู้ๆ ครับ !!

 

#พูดจาประสาอาร์ต